วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2559

มหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559

การจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559
การจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559
รัฐบาลเตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559 เพื่อให้คนในชาติได้แสดงความจงรักภักดีโดยพร้อมเพรียงกัน และร่วมจัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณไปยังนานาประเทศด้วย
วันนี้ (4 มีนาคม 2559 ) เวลา 09.00 น. ณ ตึกสันติไมตรีหลังใน ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559 สรุปผลการประชุม ดังนี้
การกำหนดชื่อการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ และกำหนดเขตการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือเรียนราชเลขาธิการ ขอให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย ชื่อการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ และกำหนดเขตการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559 ขณะนี้อยู่ระหว่างรอทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
แนวทางการดำเนินการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559ที่ประชุมได้เห็นชอบหลักการกรอบการดำเนินโครงการและกิจกรรมงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559ดังนี้
1. การจัดงานพระราชพิธี และศาสนพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี โดยสำนักพระราชวัง สำนักราชเลขาธิการ และกรมการศาสนา เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ ทั้งนี้ ภายหลังรัฐบาลขอพระบรมราชานุญาตจัดงานเฉลิมพระเกียรติ ขอให้กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง จัดทำร่างหมายกำหนดการต่อไป
2. การจัดสร้างถาวรวัตถุเป็นของที่ระลึกน้อมเกล้าฯ ถวาย ตามนัยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2559 เห็นชอบให้จัดสร้างถาวรวัตถุเป็นของที่ระลึกน้อมเกล้าฯ ถวายเนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559และเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559 จำนวน 2 รายการ คือ 2.1 จัดสร้างพิพิธภัณฑ์ไม้มีค่า โดย สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรมศิลปากร และกรมยุทธโยธาทหารบก เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ 2.2 เรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์ โดย สถาบันสิริกิติ์ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ
3. พิธีถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน 2559 พร้อมกันในเวลา 09.08น.
3.1 พระสงฆ์ในโครงการอุปสมบท 770 รูป สวดเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล ถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
3.2 ประชาชนคนไทยทั่วประเทศและทั่วโลก (ที่เวลาสอดคล้องและปฏิบัติได้) เจริญจิตภาวนาถวายพระราชกุศล ถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ วัดทั้งในประเทศและต่างประเทศ/สถานปฏิบัติธรรมทั่วประเทศ โดยมีผู้นำชุมชนเป็นประธาน
3.3 ผู้นำศาสนาต่าง ๆ ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เพื่อถวายพระราชกุศลถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ศาสนสถานทั่วประเทศ โดยมีผู้นำแต่ละศาสนาเป็นประธาน
4.การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ทำดีเริ่มได้ที่ใจเรา” ภายใต้โครงการ “ปณิธานความดี ปีมหามงคล” เพื่อประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะตั้งปณิธานความดีและกระทำความดีเพื่อประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว องค์กร และประเทศชาติ รวมทั้งแสดงโครงการ/กิจกรรมสาธารณะประโยชน์สร้างสรรค์สังคมของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองท้องถิ่นในกรุงเทพมหานคร และส่วนภูมิภาค ๔ ภาค ดำเนินการโดย คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการปณิธานความดีปีมหามงคล ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน (CSR) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
5. การจัดทำตราสัญลักษณ์และหนังสือจดหมายเหตุงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี
5.1 กรมศิลปากรดำเนินการออกแบบตราสัญลักษณ์ เพื่อคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกจาก 9 แบบ เหลือ 3 แบบ เพื่อนายกรัฐมนตรีจะได้มีหนังสือนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยต่อไป
5.2 สำนักราชเลขาธิการเป็นหน่วยพิจารณาการขออนุญาตใช้ตราสัญลักษณ์ กรณีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนมีความประสงค์ขอนำตราสัญลักษณ์เพื่อการค้าและเพื่อโครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ
5.3 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรมประชาสัมพันธ์ และกรุงเทพมหานครเป็นหน่วยงานหลัก เชิญชวนประดับธงตราสัญลักษณ์ตามอาคาร หน่วยงานและบ้านเรือน ตลอดปี 2559
5.4 การจัดทำหนังสือจดหมายเหตุงานเฉลิมพระเกียรติ โดยกระทรวงวัฒนธรรมเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ
6 การจัดมหกรรมคอนเสิร์ต การแสดงพลุดอกไม้ไฟ และแสงสีเสียงเฉลิมฉลองในโอกาสเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี โดยที่ประชุมมอบรองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร) เป็นประธานการหารือเพื่อบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงวัฒนธรรม รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
7. โครงการและกิจกรรมที่ริเริ่มขึ้นใหม่ในการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี วันที่ 9 มิถุนายน 2559 คือ โครงการตามแผนยุทธศาสตร์การจัดกิจกรรมเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์และเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ ภายใต้แนวคิด “ปลูกไทย... ในแบบพ่อ” ซึ่งเป็นการน้อมนำพระบรมราโชวาทและหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เพื่อปลูกจิตสำนึกและปูรากฐานให้เยาวชน มีความจงรักภักดี ความกตัญญูกตเวที และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ น้อมนำแนวทางที่ทรงสอนไปเป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิต สร้างความมั่นคงให้ประเทศชาติอย่างยั่งยืน รวมทั้งการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับพระราชไมตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการรับเสด็จ การต้อนรับพระประมุขของประเทศต่าง ๆ และเสด็จเยือน ณ สถานเอกอัครทูตไทยทั่วโลก โดยที่ประชุมมอบรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) เป็นประธานการหารือเพื่อบูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ ภาครัฐ/ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
8. โครงการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2558 คือ การขุดลอกคูคลองทั่วประเทศตามแนวพระราชดำริ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559โดยกระทรวงกลาโหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานคร เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ
-----------------------------------------------------------
ข้อมูลจากฝ่ายเลขานุการฯ สำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559

วันดื่มนมโลก

วันดื่มนมโลก


วันดื่มนมโลก


          รู้กันไหมเอ่ย 1 มิถุนายนของทุกปี เป็น "วันดื่มนมโลก" (World Milk Day) ดังนั้น วันนี้เราจึงนำสาระความรู้เรื่อง วันดื่มนมโลก และสารพัดประโยชน์ของนมาฝากกันค่ะ
วันดื่มนมโลก

          องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ The Food and Agriculture Organization หรือ FAO ได้กำหนดให้วันที่ 1 มิถุนายนของทุกปี เป็น "วันดื่มนมโลก" (World Milk Day) เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ และองค์กรให้ความสำคัญและสนับสนุนการบริโภคนม รวมถึงจัดกิจกรรมรณรงค์และกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการบริโภคนม โดยปัจจุบันมีมากกว่า 35 ประเทศทั่วโลกที่จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันดื่มนมโลก



          ทั้งนี้ มูลนิธิโรคกระดูกพรุนนานาชาติ (International Osteoporosis Foundation หรือ IOF) ระบุว่า นมและผลิตภัณฑ์จากนมอื่น ๆ เป็นอาหารที่มีแร่แคลเซียมสูงที่สุด มีความสำคัญมากในการเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง เพราะร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ดีที่สุดและยังเป็นแหล่งรวมสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และวิตามินบี 12 ฯลฯ

          - วิตามินบี 12 ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง 

          - คาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานกับร่างกาย 

          - แมกนีเซียม สร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ

          - ฟอสฟอรัส สร้างพลังงานให้กับเซลล์ในร่างกาย และทำให้กระดูกแข็งแรง

          - โพแทสเซียม ช่วยรักษาระดับความดันเลือดให้เป็นปกติ 

          - โปรตีน สร้างเสริมการเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ 

          - วิตามินบี 2 ทำให้ผิวหนังมีสุขภาพดี ช่วยระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

          สำหรับธาตุอาหารใน "นม" ล้วนมีส่วนช่วยไม่ให้ความดันโลหิตสูงเกินกว่าปกติ และช่วยเสริมสร้างสุขภาพฟันที่ดี เพราะนมอุดมด้วยแคลเซียมและแร่ธาตุอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อฟัน มีโปรตีนที่ช่วยให้ฟันเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และช่วยเคลือบผิวฟัน นอกจากนี้ "นม" ยังเป็นเครื่องดื่มที่มอบความสดชื่นไม่แตกต่างจากน้ำดื่ม การดื่มนมเพียงหนึ่งหรือสองแก้วจะช่วยทำให้รู้สึกสดชื่น และยังทำให้ได้รับคุณค่าสารอาหารที่ร่างกายต้องการอีกด้วย

          ส่วนใครที่หลีกเลี่ยงไม่ดื่มนม เพราะเชื่อว่านมทำให้อ้วนนั้น ความจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นนมสด นมพร่องไขมัน หรือนมไม่มีไขมัน มีปริมาณไขมันแค่เพียง 3.9%, 1.7%, และ 0.3% เท่านั้น รู้อย่างนี้แล้ว ลองหันมาดื่มนมเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงกันดีกว่า

วันดื่มนมโลก

วันดื่มนมโลก


วันดื่มนมโลก


          รู้กันไหมเอ่ย 1 มิถุนายนของทุกปี เป็น "วันดื่มนมโลก" (World Milk Day) ดังนั้น วันนี้เราจึงนำสาระความรู้เรื่อง วันดื่มนมโลก และสารพัดประโยชน์ของนมาฝากกันค่ะ

          องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ The Food and Agriculture Organization หรือ FAO ได้กำหนดให้วันที่ 1 มิถุนายนของทุกปี เป็น "วันดื่มนมโลก" (World Milk Day) เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ และองค์กรให้ความสำคัญและสนับสนุนการบริโภคนม รวมถึงจัดกิจกรรมรณรงค์และกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการบริโภคนม โดยปัจจุบันมีมากกว่า 35 ประเทศทั่วโลกที่จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันดื่มนมโลก


วันดื่มนมโลก

          ทั้งนี้ มูลนิธิโรคกระดูกพรุนนานาชาติ (International Osteoporosis Foundation หรือ IOF) ระบุว่า นมและผลิตภัณฑ์จากนมอื่น ๆ เป็นอาหารที่มีแร่แคลเซียมสูงที่สุด มีความสำคัญมากในการเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง เพราะร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ดีที่สุดและยังเป็นแหล่งรวมสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และวิตามินบี 12 ฯลฯ

          - วิตามินบี 12 ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง 

          - คาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานกับร่างกาย 

          - แมกนีเซียม สร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ

          - ฟอสฟอรัส สร้างพลังงานให้กับเซลล์ในร่างกาย และทำให้กระดูกแข็งแรง

          - โพแทสเซียม ช่วยรักษาระดับความดันเลือดให้เป็นปกติ 

          - โปรตีน สร้างเสริมการเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ 

          - วิตามินบี 2 ทำให้ผิวหนังมีสุขภาพดี ช่วยระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

          สำหรับธาตุอาหารใน "นม" ล้วนมีส่วนช่วยไม่ให้ความดันโลหิตสูงเกินกว่าปกติ และช่วยเสริมสร้างสุขภาพฟันที่ดี เพราะนมอุดมด้วยแคลเซียมและแร่ธาตุอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อฟัน มีโปรตีนที่ช่วยให้ฟันเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และช่วยเคลือบผิวฟัน นอกจากนี้ "นม" ยังเป็นเครื่องดื่มที่มอบความสดชื่นไม่แตกต่างจากน้ำดื่ม การดื่มนมเพียงหนึ่งหรือสองแก้วจะช่วยทำให้รู้สึกสดชื่น และยังทำให้ได้รับคุณค่าสารอาหารที่ร่างกายต้องการอีกด้วย

          ส่วนใครที่หลีกเลี่ยงไม่ดื่มนม เพราะเชื่อว่านมทำให้อ้วนนั้น ความจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นนมสด นมพร่องไขมัน หรือนมไม่มีไขมัน มีปริมาณไขมันแค่เพียง 3.9%, 1.7%, และ 0.3% เท่านั้น รู้อย่างนี้แล้ว ลองหันมาดื่มนมเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงกันดีกว่า