วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

วันวชิราวุธ

ในวันที่ 25 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันสำคัญที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการไทยและ ลูกเสือไทย ซึ่งเป็นวันที่กำหนดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ผู้ทรงริเริ่มกิจการลูกเสือในประเทศไทย และด้วยเหตุนนี้เอง ทางสกูปเอ็มไทย จึงขอนำเสนอข้อมูลดีๆ มีประโยชน์มาฝากกัน เนื่องในวันวชิราวุธกันครับ
วันวชิราวุธ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ความเป็นมาของวันวชิราวุธ
วันวชิราวุธ ถูกำหนดให้ตรงกับวันที่ 25 พฤศจิกายน ของทุกปี เนื่องด้วยเป็นวันคล้ายวันสวรรคต ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งพระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจสำคัญๆ และเป็นประโยยชน์ต่อประชาชนชาวไทยเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถ หลากหลายด้าน ทั้งด้านคมนาคม การปกครอง ศิลปวัฒนธรรม วรรณคดี และที่เรารู้จักกันตั้งแต่เด็ก คือ พระองค์ทรงเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งกิจการเสือป่าและลูกเสือ เพื่อฝึกให้ประชาชนมีความรู้ ความสามารถในการป้องกันตัวเอง ดูแลตัวเอง ในหมู่บ้านหรือชุมชนตนเองได้ ด้วยเหตุนี้จึงได้กำหนดให้วันที่ 25 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันวชิราวุธ อีกทั้งภายหลังได้มีหลักฐานว่า วันสวรรคตแท้จริงตรงกับเช้ามืดช่วงตี 1 ของวันที่ 26 พฤศจิกายน แต่ทางราชการยังคงถือให้วันที่ 25 พฤศจิกายน เป็นวันวชิราวุธตามเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง
วันวชิราวุธ
25 พฤศจิกายน วันวันวชิราวุธ
วันวชิราวุธเป็นวันสำคัญกับกิจการเสือป่าและลูกเสือ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดตั้งกองเสือป่าขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2454 มีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกอบรมข้าราชการ พ่อค้า คหบดี ให้ได้รับการฝึกหัดอย่างทหาร เพื่อให้เป็นราษฎรที่เข้มแข็ง มีคุณภาพ และส่งเสริมความสามัคคี โดยเหล่าเสือป่าจะมีหน้าที่ในการรักษาความสงบทั่วไปในเมือง
ขณะเดียวกันก็ได้ทรงก่อตั้งกองลูกเสือขึ้นที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง เพื่อฝึกให้เยาวชนมีความเข้มแข็ง อดทน เสียสละ สามัคคี ดังที่ได้พระราชทานคติพจน์ให้แก่คณะลูกเสือว่า “เสียชีพอย่าเสียสัตย์” และดังพระราชนิพนธ์บทละครพูดเรื่อง หัวใจนักรบ และ ความดีมีไชย ที่แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับบทบาทและหน้าที่ของลูกเสือ
คำปฏิญาณตนของลูกเสือ
ลูกเสือ เป็นวิชาที่ทุกคนแทบจะต้องผ่านการเรียนการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา ตลอดจนไปถึงชั้นมัธยมศึกษา ซึ่งจะมีการเรียกลำดับชั้นของลูกเสือว่า ลูกเสือสำรอง และลูกเสือสามัญ ตามลำดับ ซึ่งแต่ละลำดับชั้นนั้นจมีกฎและคำปฏิญาณที่แตกต่างกันไป ได้แก่
คำปฏิญาณของลูกเสือสำรอง
ด้วยเกียรติของข้า ข้าสัญญาว่า ..
ข้อ 1 ข้าจะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหาษัตริย์
ข้อ 2 ข้าจะยึดมั่นในกฎของลูกเสือสำรอง และบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่นทุกวัน
คำปฏิญาณของลูกเสือสามัญ
ด้วยเกียรติของข้า ข้าสัญญาว่า ..
ข้อ 1 ข้าจะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหาษัตริย์
ข้อ 2 ข้าจะช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ
ข้อ 3 ข้าจะปฏิบัติตามกฎของลูกเสือ
กิจกรรมในวันวชิราวุธ
ทุกปี เหล่าผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ลูกเสือ และเนตรนารี จะจัดพิธีวางพวงมาลาและถวายราชสดุดี เพื่อน้อมรำลึกถึงวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทยขึ้น

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

กลอนไว้อาลัยพ่อ

" พระเสด็จดับขันธ์ "
แผ่นดินแผ่นฟ้ามืด ดับตะวัน
ปางพระเสด็จดับขันธ์ นิราศแล้ว
สามโลกวิโยค กัน- แสงโศก
โอ้ พระทูนกระหม่อมแก้ว ยะเยียบน้ำตาหนาว

หนาวเหน็บตระหนกพระธรณี
ปฐพีสะทกหาว
โอ้ว่าประชาอุระระร้าว
พระเสด็จ ณ แดนใด

น้ำตาดอกไม้ร่วง
พิลาปร่ำระงมไพร
ปานใจ จะขาดใจ...
จะขาดแล้ว อยู่รอนรอน...

โอ้ว่า พระทูนกระหม่อมแก้ว
นิราศแล้วจากแท่นบรรจถรณ์
ร่มฟ้าประชาชาติ..ราษฎร
มหิธรธำรง พระทศธรรม

พลังแห่งแผ่นดิน..เสด็จแล้ว
พญาโศกโศกแว่ววิโยคย่ำ
ฟ้าจะมืด ดินจะหม่น ก่นระกำ
ยะเยียบย้ำ ร่ำร้าว...หนาวน้ำตา

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า นายรติพงศ์ ชาวหนอง และผู้ร่วมงาน

วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

กลอนพ่อหลวง




สวรรค์ส่งกลับมารับภูมินทร์     "สิบสามตุลา ฟ้าสิ้น ยินข่าวร้ายจิตสลาย หายลับ ดับผุยผงน้ำตาไหล ไม่หยุด ทรุดกายลงสวรรค์คง ส่งกลับ รับภูมินทร์     ทุกคนร้อง นองน้ำตา ปีห้าเก้าแสนโศกเศร้า เฝ้าคิด จิตถวิลแสงเรืองรอง ส่องไทย ในแผ่นดินทั่วทุกถิ่น ยินเสียง ภูมิพล     เจ็ดสิบปี ที่ครอง ผองทวยราษฎร์เหยียบพระบาท ชาติไทย ไปทุกหนแม้เหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า ฟ้ามืดมนทรงลุยฝน ทนร้อน มาผ่อนภัย    ศูนย์รวมรัก ภักดี ที่ยึดมั่นจอมราชัน สวรรคต หมดสมัยข้าทั้งผอง รองพระบาท ทุกชาติไปองค์จอมไท้ ได้สถิต จิตทุกดวง     สุดอาลัย ไทยซ้อง ร่ำร้องหาผองประชา ฝ่าประบาท ขาดพ่อหลวงขอพระองค์ ทรงกุศล ผลทั้งปวงเสร็จสรวง สวรรค์ นิรันดร์เทอญขอน้อมเกล้าฯ ถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ เสด็จฯ สู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้านายรติพงศ์ ชาวหนอง นักเรียนโรงเรียนขอนแก่นพัฒนศึกษา

โครงการแก้มลิง

โครงการแก้มลิง




 ความเป็นมาของโครงการแก้มลิง

          โครงการแก้มลิง เป็นแนวคิดในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย โดยพระองค์ทรงตระหนักถึงความรุนแรงของอุทกภัยที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ.2538 จึงมีพระราชดำริ "โครงการแก้มลิง" ขึ้น เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๘ โดยให้จัดหาสถานที่เก็บกักน้ำตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับน้ำฝนไว้ชั่วคราว เมื่อถึงเวลาที่คลองพอจะระบายน้ำได้จึงค่อยระบายน้ำจากส่วนที่กักเก็บไว้ออกไป จึงสามารถลดปัญหาน้ำท่วมได้

          ทั้งนี้ นอกจากโครงการแก้มลิงจะมีขึ้นเพื่อช่วยระบายน้ำ ลดความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและบริเวณใกล้เคียงแล้ว ยังเป็นการช่วยอนุรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยน้ำที่ถูกกักเก็บไว้ เมื่อถูกระบายสู่คูคลอง จะไปบำบัดน้ำเน่าเสียให้เจือจางลง และในที่สุดน้ำเหล่านี้จะผลักดันน้ำเสียให้ระบายออกไปได้

แนวคิดของโครงการแก้มลิง

          แนวคิดของโครงการแก้มลิง เกิดจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริถึงลิงที่อมกล้วยไว้ในกระพุ้งแก้มได้คราวละมากๆ จึงมีพระราชกระแสอธิบายว่า "ลิงโดยทั่วไปถ้าเราส่งกล้วยให้ ลิงจะรีบปอกเปลือก เอาเข้าปากเคี้ยว แล้วนำไปเก็บไว้ที่แก้มก่อน ลิงจะทำอย่างนี้จนกล้วยหมดหวีหรือเต็มกระพุ้งแก้ม จากนั้นจะค่อยๆ นำออกมาเคี้ยวและกลืนกินภายหลัง" ด้วยแนวพระราชดำรินี้ จึงเกิดเป็น "โครงการแก้มลิง" ขึ้น เพื่อสร้างพื้นที่กักเก็บน้ำ ไว้รอการระบายเพื่อใช้ประโยชน์ในภายหลัง


ลักษณะและวิธีการของโครงการแก้มลิง          ลักษณะของโครงการแก้มลิงจะดำเนินการระบายน้ำออกจากพื้นที่ตอนบน เพื่อให้น้ำไหลลงคลองพักน้ำที่ชายทะเล จากนั้นเมื่อระดับน้ำทะเลลดลงจนต่ำกว่าน้ำในคลอง น้ำในคลองจะไหลลงสู่ทะเลตามธรรมชาติ ต่อจากนั้นจะเริ่มสูบน้ำออกจากคลองที่ทำหน้าที่แก้มลิง เพื่อทำให้น้ำตอนบนค่อยๆ ไหลมาเอง จึงทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ลดน้อยลง จนในที่สุดเมื่อระดับน้ำทะเลสูงกว่าระดับในคลอง จึงปิดประตูระบายน้ำ โดยให้น้ำไหลลงทางเดียว (One Way Flow)

ประเภทของโครงการแก้มลิง

โครงการแก้มลิงมี ๓ ขนาด คือ
          ๑. แก้มลิงขนาดใหญ่ ( Retarding Basin) คือ สระน้ำหรือบึงขนาดใหญ่ ที่รวบรวมน้ำฝนจากพื้นที่บริเวณนั้นๆ โดยจะกักเก็บไว้เป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนที่จะระบายลงสู่ลำน้ำ พื้นที่เก็บกักน้ำเหล่านี้ได้แก่ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ฝาย ทุ่งเกษตรกรรม เป็นต้น ลักษณะสิ่งก่อสร้างเหล่านี้จะมีวัตถุประสงค์อื่นประกอบด้วย เช่น เพื่อการชลประทาน เพื่อการประมง เป็นต้น          ๒. แก้มลิงขนาดกลาง เป็นพื้นที่ชะลอน้ำที่มีขนาดเล็กกว่า ก่อสร้างในระดับลุ่มน้ำ มักเป็นพื้นที่ธรรมชาติ เช่น หนอง บึง คลอง เป็นต้น          ๓. แก้มลิงขนาดเล็ก (Regulating Reservoir) คือแก้มลิงที่มีขนาดเล็กกว่า อาจเป็นพื้นที่สาธารณะ สนามเด็กเล่น ลานจอดรถ หรือสนามในบ้าน ซึ่งต่อเข้ากับระบบระบายน้ำหรือคลอง          ทั้งนี้แก้มลิงที่อยู่ในพื้นที่เอกชน เรียกว่า "แก้มลิงเอกชน" ส่วนที่อยู่ในพื้นที่ของราชการและรัฐวิสาหกิจจะเรียกว่า "แก้มลิงสาธารณะ"

การจัดหาและออกแบบโครงการแก้มลิง          การพิจารณาจัดหาพื้นที่กักเก็บน้ำนั้น ต้องทราบปริมาตรน้ำผิวดินและอัตราการไหลผิวดินที่มากที่สุดที่จะยอมปล่อยให้ออกได้ในช่วงเวลาฝนตก โดยสิ่งสำคัญคือต้องจัดหาพื้นที่กักเก็บให้พอเพียง เพื่อจะได้ไม่เป็นปัญหาในการระบายน้ำ ปัจจุบันมีแก้มลิงทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพมหานคร กว่า 20 จุด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทางฝั่งธนบุรี เนื่องจากมีคลองจำนวนมาก และระบายน้ำออกทางแม่น้ำเจ้าพระยา          ทั้งนี้โครงการแก้มลิงแบ่งเป็น ๒ ส่วนคือ โครงการระบายน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยจะใช้คลองที่ตั้งอยู่ชายทะเลด้านจังหวัดสมุทรปราการ ทำหน้าที่เป็นทางเดินของน้ำ ตั้งแต่จังหวัด สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร
          ส่วนที่สอง คือคลองในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะใช้คลองมหาชัย คลองสนามชัย และแม่น้ำท่าจีน ทำหน้าที่เป็นคลองรับน้ำในพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดอ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นครปฐม และกรุงเทพมหานคร แล้วระบายลงสู่ทะเลด้านจังหวัดสมุทรสาคร          นอกจากนี้ยังมีโครงการแก้มลิง "แม่น้ำท่าจีนตอนล่าง" เพื่อช่วยระบายน้ำที่ท่วมให้เร็วขึ้น โดยใช้หลักการควบคุมน้ำในแม่น้ำท่าจีน คือ เปิดการระบายน้ำจำนวนมากลงสู่อ่าวไทย เมื่อระดับน้ำทะเลต่ำ ซึ่งโครงการนี้จะประกอบไปด้วย ๓ โครงการในระบบคือ

          ๑.โครงการแก้มลิง "แม่น้ำท่าจีนตอนล่าง          ๒.โครงการแก้มลิง "คลองมหาชัย-คลองสนามชัย"          ๓.โครงการแก้มลิง "คลองสุนัขหอน"
          ด้วยพระปรีชาญาณ และพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรของพระองค์  "โครงการแก้มลิง" จึงเกิดขึ้น และช่วยบรรเทาวิกฤต และความเดือดร้อนจากน้ำท่วมรอบกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลให้เบาบางลงไปได้ โดยอาศัยเพียงแค่วิธีการทางธรรมชาติ